อ.ฟารีด มองรายอแนไม่มีในอิสลาม ขณะที่ ดร.วิสุทธิ์ ถามทำไมบางกลุ่มต้องเดือดร้อนส่วนอ.มูหัมหมีดนาเซ มองไม่คิดจะเอาเรื่องปลีกย่อย

หลังจากที่ผู้ที่นับถือศาสนาอิสลามร่วมกันเฉลิมฉลองวันตรุษอิดิลฟิตตรี ภายหลังจากถือศิลอดครบ 29 วัน หรือ 30 วันของแต่ละปี และในวันถัดจากวันตรุษอิดิลฟิตรี ศาสนาอิสลามส่งเสริมให้มุสลิมถือศิลอดสุนนะห์อีก 6 วัน โดยสามารถเลือกปฏิบัติวันใดวันหนึ่งให้ครบ 6 วัน ได้ตลอดทั้งเดือน หรือจะปฏิบัติ 6 วันรวดตั้งแต่หลังจากวันตรุษอิดิลฟิตรีเลยก็ได้เช่นกัน แต่ชาวไทยมุสลิมเชื้อสายมลายูในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้นิยมถือศิลอด 6 วันรวดหลังตรุษอิดิลฟิตรี เพื่อร่วมเฉลิมฉลองในวันรายอแนอีกวัน ซึ่งจะมีขึ้นหลังจากวันตรุษอิดิลฟิตรี 7 วัน

โดยในวันรายอแน มุสลิมเชื้อสายมลายูใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้จะรวมตัวกันละหมาดตัสเบียะห์ ทำความสะอาดสุสานหรือกูโบร์ และจะร่วมกันทำบุญอุทิศให้กับผู้ล่วงลับที่สุสาน อีกทั้งยังมีการรวมญาติและจัดเลี้ยงอย่างใหญ่โต บางที่ยิ่งใหญ่กว่าวันตรุษอิดิลฟิตรี

ด้วยเหตุนี้ มีมุสลิมเห็นด้วยและไม่เห็นด้วยเกี่ยวกับวันรายอแน ซึ่งจะมีการถกเถียงเป็นประจำทุกปี

โดยเฟสบุ๊ก “สุไลมาน ดารากัย” ได้โพสต์ข้อความถึงเรื่องการจัดรายอแนว่าไม่มีในอิสลามและเป็นเรื่องที่อุตริขึ้นมาใหม่ โดยอ้างเนื้อหาที่ อาจารย์ฟาริด เฟนดี้ หัวหน้านักวิชาการอิสลาม มูลนิธิอนุรักษ์มรดกอิสลามได้ให้คำตอบในประเด็นนี้ว่า

“อีดหลังบวช 6 เชาวาล ไม่มีในอิสลาม

อ.ฟารีด เฟ็นดี้ ได้ตอบคำถาม รายอแน อีดหลังบวช 6 ไว้ช่วงหนึ่งโดยสรุปว่า

” อีด 2 อีด ที่อิสลามกำหนดให้มุสลิมคือ
อีดอีดิลฟิฏร์ และ อีดอีดิลอัฎหา
รายอแน อีดหลังบวช 6 เชาวาล ไม่มีในคำสอนของอิสลาม
อย่ากำหนดพิธีกรรม และ กำหนดวันอีดขึ้นมาใหม่

ชาวบ้านหลายคนที่ไม่เคยรู้ไม่เป็นไร

บรรดาผู้รู้ครูอาจารย์บาบอ
ต้องบอกกล่าวตักเตือนชาวบ้านด้วย

อย่าให้ชาวบ้านเห็นความสำคัญ กับพิธีกรรมที่เราคิดเราอ่านมากว่าสิ่งที่นบีสอน

และอีกอย่างหนึ่งคือ รายอแน พิธีกรรมนี้ มีเฉพาะทางใต้ 3 จังหวัด อิสลามอะไรมีแค่ 3 จังหวัด อิสลามคือของมุสลิมทั้งโลก”

……………………

ต่อมา ดร.วิสุทธิ์ บินล่าเต๊ะ ผอ.ศูนย์ประสานงานสำนักจุฬาราชมนตรี ประจำจังหวัดสงขลา ได้โพสต์ถึงรายอแนว่า

“รายอแน

ทำไมคนบางกลุ่มถึงต้องเดือดร้อนไม่เป็นสุขกับการฉลองรายอแนของพี่น้องสามจังหวัดกันนักหนา

เขาไม่ได้บอกว่ามันเป็นวันสำคัญทางศาสนาเสียหน่อย​ ไม่มีใครอ้างว่าการฉลองวันดังกล่าวนั้นเป็นซุนนะฮอันพึงกระทำ​ หรือถ้าไม่ทำก็จะเป็นละทิ้งซุนนะฮ

ความจริงคือมันเป็นแค่เพียงอาดัตประเพณีประจำถิ่นของคนที่นี่เขา

อิสลามไม่ได้ตั้งหน้าตั้งตาทำลายธรรมเนียมประเพณีของใครกลุ่มใด​ ยกเว้นประเพณีที่มีรากความเชื่อหรือมีการกระทำอันขัดแย้งกับหลักธรรมคำสอนของอิสลามเท่านั้น

แต่ประเพณีที่ไร้ซึ่งความเชื่อหรือการกระทำขัดแย้งกับหลักคำสอน​ ใครจะทำก็ทำไป​ ไม่อยากทำก็ไม่ต้องทำ

ถามว่าประเพณีที่เรียกว่ารายอแน มีอะไรที่ขัดแย้งกับอะกีดะฮอิสลามหรือขัดต่อหลักชะรีอะฮบ้าง​ เท่าที่ทราบก็ไม่เห็นมี พี่น้องก็เยี่ยมเยียนไปมาหาสู่กันซึ่งเป็นสิ่งที่อิสลามสนับสนุนอยู่แล้ว​ เว้นแตว่าจะมีใครอุตริอ้างว่าในวันรายอแนนี้​ ต้องละหมาดสุนัตนั่นนี่เป็นการเฉพาะขึ้นมา​ จึงจะถือว่าเป็นอุตริกรรม​(บิดอะฮ)
พวกฮัรฟียูนนี่เป็นพวก literalist interpretation มักอ่อนไหวเรื่องชื่อ​ แต่ไม่ค่อยคำนึงถึงเนื้อหาและเจตนารมณ์​ จึงมักทำเรื่องเล็กให้ใหญ่​ และทำเรื่องใหญ่เช่นความแตกแยกให้เป็นเรื่องเล็กอยู่เสมอ”

“”””””””

ส่วน อ.มูหัมหมัดนาเซ หะบาแย ผอ.สถาบันอัสสลามมหาวิทยาลัยฟาฏอนี ได้ให้ความเห็นในโพสต์ส่วนตัวว่า ผมไม่เคยคิดจะเอาเรื่องปลีกย่อยแบบนี้มาตัดสัมพันธ์ทางเครือญาติ โดยมีเนื้อหาในโพสต์ดังนี้

“เสียงของนักวิชาการบางท่านบอกว่า รายอแน เป็นวัฒนธรรมท้องถิ่น ไม่ใช่ซุนนะห์

แยกให้ชัดแบบนี้ ทั้งสองฝ่าย จะว่ายังไงบ้าง?

สำหรับ ผมเอง เกิดมาในหมู่บ้านที่เขา รักษารายอแนอย่างเข้มข้น มีการถกเถียงกันเรื่องนี้ ตั้งแต่สมัยผมยังเด็ก ตอนนี้ อายุ 60 แล้ว ก็ยังถกเถียงแบบเดิมทุกปี ถึงเวลา ก็ดังครั้งหนึ่ง

ญาติ และเพื่อนบ้าน ก็ยังเป็นญาติและเพื่อนบ้านของเราเหมือนเดิม ผมไม่เคยคิดจะเอาเรื่องปลีกย่อยแบบนี้มาตัดสัมพันธ์ทางเครือญาติ

ถ้าต่างฝ่ายมีเส้นแห่งการเคารพ ให้เกียรติซึ่งกันและกัน ไม่โจมตี ใส่ร้ายกัน

แต่อาจจะมีการแลกเปลี่ยนบนพื้นฐานทางวิชาการและจริยธรรมที่ดี

ความต่างระหว่างในอดีตกับปัจจุบันก็มีนิดเดียว คือ ผู้คนเริ่มตกผลึก

ต่างฝ่ายจะพูดว่า ทางใคร ทางมัน (มาอัฟ ใช้คำหยาบ) ไม่มีการเอาเรื่องนี้ มาทะเลาะกันอีก หมดเทศกาล เราก็ต้องอยู่ด้วยกันต่อไป

นี่เป็นความคิดของผม เมื่ออายุย่างเข้า 60 ปี ครับ ผิดและถูกอย่างไร? แลกเปลี่ยนกันได้”

https://www.facebook.com/Yiuassalam?__tn__=%2CdC-R-R&eid=ARBtkmY8oYPEaKk1zr2jVDBiJScR2rrKtxmROYCWnYdV_GzLHzdexzroFXUfSg5mQkwdETjWu4zKRwM7&hc_ref=ARSg6z1RAZWRQ47s6P8g62zkb1VBFsjCpz-GRNCiWRJZrK6CkTJ2gjF8msYxAcVLWyc&fref=nf

อย่างไรก็ตาม รายอแนมิได้มีการบัญัติในอัลกุรอานและวจนะของท่านนบีมูหัมหมัด ซ.ล แต่อย่างใด แต่เป็นการปฏิบัติที่เป็นเรื่องของวัฒนธรรมการรวมญาติของคนในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ของประเทศไทยเพียงเท่านั้น ส่วนจะได้หรือไม่ได้นั้น เป็นหน้าที่ของนักวิชาการที่ต้องเข้าสู่หากัน ร่วมแลกเปลี่ยนพูดคุยตามหลักวิชาการต่อไป